เรื่องสั้น(ที่ยาว)
ปล. การเขียนครั้งนี้คือ การฝึกใช้สมองส่วนหลัง (เซรีเบรั่ม)คือสมองส่วนจินตนาการ ซึ่งไอ้ตัวจินตนาการมันก็ไปๆมาๆตามอารมภ์ มันจึงเขียนขาดๆหายๆ สำหรับผู้ที่ใคร่จะติดตาม หรือว่าเรียกร้องที่จะอ่านอย่างหนักหน่วง จึงจะต้องรอซักนิดนึงนะคะ อิ
ว่าจะเขียนเรื่องสั้น (ที่ยาว)จะตั้งชื่อเรื่องว่า " ซัมเมอร์ที่บ้านนอก " เอาชื่อนี้ก่อนเด๋วแต่งเสร็จคิดชื่อที่เด็ดกว่านี้ได้แล้วค่อยเปลี่ยนตามความเหมาะสมและกันมันก็เป็นเรื่องราวของตัวเองที่เวลาปิดเทอมใหญ่ ( 3เดือน) จะถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับ ตา ยาย บ้านนอก และด้วยความไม่รู้ เด็กๆจะเรียกบ้านนอกว่า เมืองนอกมาตลอดไม่รู้ว่าแม่สอนให้เรียกหรือคิดเองเป็นเรื่องขำๆ น่ารักๆ และดัดจริตนิดๆที่เกิดขึ้นจริง ตอนที่ถูกส่งตัวกลับไปอยู่ที่บ้านนอก
บทที่1.เรื่องของแม่
เราเป็นคนกรุงเทพ เกิดและโตที่กรุงเทพนั่นแหละ แต่แม่เป็นคนอุทัยธานี( ขอบคุณที่มีบ้านนอกให้แช่มชื่น ) ที่อุทัยธานี จะมีตากับยาย คนที่นั่นมักเรีกว่า แม่ใหญ่ (ยาย) พ่อใหญ่ (ตา) แม่ใหญ่ พ่อใหญ่ มีลูก 6 คน แม่เราเป็นคนที่6 ในสมัยก่อนลูกคนสุดท้องจะได้เรียนหนังสือสูงกว่าใครๆ แต่ที่ต่างจังหวัดไม่มีโรงเรียนสูงๆ แม่เลยต้องเข้ากรุงเทพมาอยู่กับญาติตั้งแต่เด็ก จนเป็นเหตุให้มาพบรักกับพ่อที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันตอน ม.6 พอแม่จบ ม.6 กะว่าจะเข้าเรียนมาหาลัยต่อ ก็ดันมาท้องอีก แม่จึงขอพ่อแต่งงาน(ได้ยินถูกแล้ว)หลังจากนั้นก็มาอยู่กินกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็ท้องมาเรื่อยๆ อีก 2 คน เราเป็นพี่สาวคนโต และมีน้องสาวอีก 2 คน ถ้าพ่อไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แม่คงท้องไปเรื่อยๆ
บทที่2. เรื่องของเรา
เราเรียนอยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่เด็กๆเพราะพ่อเป็นคนกรุงเทพและทำงานที่กรุงเทพ พ่อทำงานอยู่ที่โรงงานยาสูบ และแม่ก็เป็นแม่บ้าน แต่แม่เป็นคนที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แม่จึงเปิดร้านขายของอยู่ที่บ้าน จำได้ว่าแม่ต้องตื่นตี 2 ไปซื้อของมาขายที่ตลาดหัวตะเข้ ลาดกระบัง แม่ชอบปลุกเราตื่นให้ไปช่วยถือของ แม่จ้าว ตีสอง !! มันเป็นเวลานอนของเด็กน้อย แม่จึงต้องขับรถไปคนเดียวขนของมาเต็มท้ายรถไปหมดซื้อของเสร็จต้องกลับมาให้ทันเปิดร้านก่อน 6 โมงเช้า เป็นเวลาที่พระจะเดินบิณฑบาตร เพราะว่าจะมีคนแห่ซื้อของไปใส่บาตรพระ ช่วงเวลานั้นจะขายดีมาก แม่กลับมาจัดร้านตอน 6 โมงเช้า แล้วก็ชอบปลุกเราให้มาช่วยขายของ แต่ 6 โมงเช้าก็เป็นเวลานอนของเด็กน้อยเช่นกัน แม่จึงไปซื้อเอง ขายเองอยู่หลายปี
บทที่3. ไปเลี้ยงควายกลางทุ่ง
พอโรงเรียนปิดเทอม แม่จึงส่งเราไปให้แม่ใหญ่ พ่อใหญ่เลี้ยงที่อุทัย ที่อยู่ที่กรุงเทพแม่คงเห็นว่าอยู่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์ แล้วที่อุทัยเราจะมีเพื่อนเล่นเป็นพี่ๆ ก็สนุกสนานไป อยู่ที่อุทัยเราก็ได้ไปเลี้ยงควายกลางทุ่งกับพี่ๆ มันเป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าค้นหาในตอนนั้น
* วิธีการเลี้ยงควายมีอาวุธอยู่4 อย่างคือ
1. หนังกระติ๊ก 2. ลูกกะสุนดินเหนียวที่ปั่นเองและตากแดดจนแห้ง มันจะแข็งมาก 3. กระเป๋าย่ามไซร์เด็ก 4. ส้มเช้งจำนวน1 ผลที่พกไว้กินในขณะหิว ก่อนไปพี่ๆก็จะแจกอาวุธคนละชุด ไปกับพี่ 2 คน คือพี่นาน และพี่สา เรามีพี่ทั้งผู้หญิงและชาย มันเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะอาวุธเล็กๆกับมือเล็กๆของเรา สามารถบังคับควายให้ไปตามทิศทางที่เราต้องการได้เราก็แกล้งมันใหญ่ เวลาเลี้ยงควายพวกเราจะพาฟูงมัน (ประมาญซัก 10ตัว) เดินไปกลางทุ่งพามันไปกินหญ้า แล้วพวกเราสามคนก็จะหาที่ร่มๆแบบใต้ต้นมะม้วงรอจังหวะดีๆ เราก็เปิดเกมส์ฟาดฟันกัน ( แบบเลียนแบบก๋วยเจ๋ง อึ้งย้ง หนังจีนที่ดังอยู่ในขณะนั้นขณะที่ฟันกันก็จะทำซาวน์เสียงมีด โช้ง เช้งๆๆๆ ตลอดเวลา และเตรียมใส่ชุดที่คล้ายๆหนังจีนกันไปจากบ้าน พี่นานกะพี่สา เป็นเด้กบ้านนอกเต็มตัว ก็จะใส่เสื้อยาวๆย้วยๆ แบบขนาดไซน์ผู้ใหญ่ แต่ขาดข้างๆ เป็นทางยาว ทั้งสองข้าง ซ้ายและขวา แบบไม่ได้ตั้งใจเหมือน แต่มันเป็นเอง แบบว่ามันมีแต่อย่างนั้นจริงๆ ไม่มีตังค์ซื้อ ส่วนเราชุดเลี้ยงควายในวันแรกก็จะเป็นแบบว่าเด็กกรุงเทพใส่เสื้อผ้านุ่งทับตลอดเวลา และก็ใส่เข็มขัดเป็นหัวแบบทองเหลืองไฮโซสวยงามอยู่เหมือนกัน ในตอนนั้น
ต่อวันหน้า
edit @ 2007/09/13 01:55:17














